<?xml version="1.0" encoding="utf-8" standalone="yes"?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"><channel><title>Management on TECHFOR by Suriya Sonphu</title><link>http://suriyasonphu.com/categories/management/</link><description>Recent content in Management on TECHFOR by Suriya Sonphu</description><generator>Hugo -- gohugo.io</generator><language>th</language><lastBuildDate>Fri, 16 Jan 2026 00:00:00 +0000</lastBuildDate><atom:link href="http://suriyasonphu.com/categories/management/index.xml" rel="self" type="application/rss+xml"/><item><title>การพัฒนาทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ในยุคนี้นอกจากเร็วแล้วยังต้องถูกทิศทาง</title><link>http://suriyasonphu.com/post/develop-software-team-velocity/</link><pubDate>Fri, 16 Jan 2026 00:00:00 +0000</pubDate><guid>http://suriyasonphu.com/post/develop-software-team-velocity/</guid><description>&lt;img src="http://suriyasonphu.com/post/develop-software-team-velocity/cover.png" alt="Featured image of post การพัฒนาทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ในยุคนี้นอกจากเร็วแล้วยังต้องถูกทิศทาง" />&lt;p>ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งมี AI มีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นมีผลกระทบในภาคธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ ในฐานะผู้นำองค์กรต่างๆ มักเผชิญความท้าทายว่า “จะให้องค์กรเดินหน้าได้อย่างไรซึ่งยังคงกำไรและการเติบโต”, “ทำอย่างไรให้ทันคู่แข่ง”, “ทำอย่างไรให้สู้ต่อการแข่งขันได้”, “ทำอย่างไรให้พนักงานมีความรู้สึกร่วม มีความเป็นเจ้าของงาน ทักษะ รวมถึงทำอย่างไรให้ทำงานได้เร็วขึ้น” ที่สำคัญ​ “กลยุทธ์ AI ของเราคืออะไร” เพื่อเร่งกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ จากวลีสมัยก่อน “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” และยุคต่อมา “ปลาเร็วกินปลาช้า” และในปัจจุบัน เร็วอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้ทิศทางที่จะพาองค์กรเดินต่อไปด้วยความเร็วและมีทิศทาง (Velocity) เพราะถ้าองค์กรเดินช้าเกินไปหรือเร็วแต่ทิศทางไม่ถูกต้องจะนำไปสู่ความล้มเหลวทางธุรกิจ&lt;/p>
&lt;h2 id="1-speed-vs-velocity">1. Speed vs. Velocity
&lt;/h2>&lt;p>Itamar Friedman ซีอีโอของ Qodo ได้ให้คำนิยามที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า &amp;ldquo;ความแตกต่างระหว่าง Velocity (ความเร็วที่มีทิศทาง) และ Speed (ความเร็ว) คือ Velocity มีทิศทาง&amp;rdquo;&lt;/p>
&lt;ul>
&lt;li>การเน้นแค่ความเร็วจะทำให้ทีมดูยุ่งอยู่ตลอดเวลา มีการปล่อยฟีเจอร์ใหม่ๆ ถี่ๆ (High throughput) แต่กิจกรรมเหล่านี้อาจไม่ได้สร้างผลกระทบเชิงบวก (Impact) งานวิจัย &lt;em>&amp;ldquo;Speed vs Direction: Why Moving Fast Isn’t Always Progress,&amp;rdquo; Innovation and Strategy, Ibid.&lt;/em> ชี้ว่าโครงการ Digital Transformation เกือบ 70% ล้มเหลวเพราะการปฏิบัติงาน (Execution) นำหน้ากลยุทธ์ (Strategy) สำหรับบริษัทขนาดใหญ่หรือองค์กรในอุตสาหกรรมที่มีกฎระเบียบเข้มงวด การเร่งเขียนโค้ดให้เร็วที่สุดโดยไม่ตรวจสอบคุณภาพ อาจจำไปสู่ความผิดพลาดที่มีราคาสูง &lt;em>(AI-driven software development: Navigating the shift from speed to velocity, LinearB Blog)&lt;/em>&lt;/li>
&lt;li>&lt;strong>การทำความเร็วอย่างมีทิศทาง (Velocity)&lt;/strong> คือการก้าวหน้าอย่างมีจุดมุ่งหมาย สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ การจัดการบริบท (Context Management) และความแม่นยำเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้นการพัฒนาจาก Vibe coding ให้มีการวางแผนเชิงโครงสร้างชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญ&lt;/li>
&lt;/ul>
&lt;h2 id="2-การกำหนดดวยวสยทศน-vision-และกลยทธ-strategy">2. การกำหนดด้วยวิสัยทัศน์ (Vision) และกลยุทธ์ (Strategy)
&lt;/h2>&lt;p>เพื่อให้เกิด Velocity ทีมต้องรู้ก่อนว่า &lt;strong>“เราจะไปที่ไหน (Where do we want to go?)&lt;/strong> ก่อนที่จะถามว่า เราต้องนำ AI มาใช้ จะทำไงให้เร็ว”&lt;/p>
&lt;p>โดยวิสัยทัศน์​ คือ ภาพอนาคตระยะยาว เปรียบเสมือนดาวเหนือ (North star) ที่คอยนำทาง ในขณะที่กลยุทธ์ คือ แผนการที่ระบุว่าทีม ระบบ และกระบวนการจะทำงานร่วมกันอย่างไร เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์นั้น ในฐานะผู้นำต้องสื่อสารวิสัยทัศน์นี้ให้ชัดเจน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและทิศทางที่แน่นอนให้กับทีม (10 เทคนิคการคิดเชิงกลยุทธ์ที่ผู้นำองค์กรระดับโลกใช้, KCT Academy Thailand)&lt;/p>
&lt;p>เครื่องมือหนึ่งที่ช่วยในการกำหนดทิศทาง &lt;strong>North Star Metric Framework (NSM)&lt;/strong> ซึ่งเป็นตัวชี้วัดหลักที่สะท้อนคุณค่าหลักที่ลูกค้าได้รับจากผลิตภัณฑ์ การมี NSM ช่วยให้ทุกฝ่ายในองค์กร (Product, Engineering, Marketing) ทำงานสอดคล้องกันและมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์เดียวกัน แทนที่จะต่างคนต่างทำ (The Ultimate Guide to the North Star Product Framework, GeeksforGeeks)&lt;/p>
&lt;p>&lt;img src="http://suriyasonphu.com/post/develop-software-team-velocity/north-star-metric-framework.png"
width="980"
height="632"
srcset="http://suriyasonphu.com/post/develop-software-team-velocity/north-star-metric-framework_hu_7cfe05fb4c1be8a1.png 480w, http://suriyasonphu.com/post/develop-software-team-velocity/north-star-metric-framework_hu_7bce96832a4502f1.png 1024w"
loading="lazy"
alt="https://www.linkedin.com/pulse/define-your-north-star-metric-step-by-step-guide-anthony-maiello-l8l8c/"
class="gallery-image"
data-flex-grow="155"
data-flex-basis="372px"
>&lt;/p>
&lt;h2 id="3-โฟกสทผลลพธ-outcome-มากกวาปรมาณงาน-output">3. โฟกัสที่ผลลัพธ์ (Outcome) มากกว่าปริมาณงาน (Output)
&lt;/h2>&lt;p>การสร้างซอฟต์แวร์ไม่ใช่การเพิ่มการปล่อยปริมาณงาน (Throughput) สิ่งที่ต้องเพิ่มเข้าไปในปริมาณงานนั้นคือคุณค่า (Deliver Value)&lt;/p>
&lt;p>กรณีศึกษาของทีมที่เน้นการสร้างผลกระทบเชิงบวก (Impact) จากบทความ Stop Obsessing Over Development Velocity, Focus on This Instead, Itamar Gilad กล่าวว่า จากการทดลอง ทีมที่ลดปริมาณงานลง แต่ใช้เวลาทำ Product Discovery และโฟกัสที่อัตราความสำเร็จ (Success ratio) สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ดีกว่าทีมที่เน้นปริมาณงานถึง 4 เท่า
Jeff Patton ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์กล่าวว่า “งานของคุณไม่ใช่การสร้างให้มากขึ้น แต่คือการสร้างให้น้อยลง (Minimize output) เพื่อสร้างผลลัพธ์และผลกระทบให้สูงสุด (Maximize outcome and impact)”&lt;/p>
&lt;h2 id="4-เทคนคการตดสนใจทรวดเรวและแมนยำ-fast-decision-making">4. เทคนิคการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำ (Fast Decision Making)
&lt;/h2>&lt;p>การมีทิศทางไม่ได้หมายความว่าต้องทำให้ช้าลง งานวิจัย Making Fast Strategic Decisions in High-Velocity Environments, Kathleen M. Eisenhardt กล่าวว่า ทีมผู้บริหารในอุตสาหกรรมไมโครคอมพิวเตอร์พบว่า ทีมที่ตัดสินใจได้เร็วและมีประสิทธิภาพมีพฤติกรรมดังนี้&lt;/p>
&lt;ul>
&lt;li>ใช้ข้อมูล Real-time ติดตามข้อมูลปฏิบัติงานจริง เช่น ยอดจองรายวัน, กระแสเงินสด เป็นต้น อย่างใกล้ชิด แทนที่จะพึ่งแค่การคาดการณ์ในอนาคต&lt;/li>
&lt;li>พิจารณาทางเลือกหลายทางพร้อมกัน (Simultaneous Alternatives) ซึ่งจะช่วยให้เห็นจุดแข็ง จุดอ่อนเปรียบเทียบได้ทันทีและลดความเสี่ยง&lt;/li>
&lt;li>มีกระบวนการจัดการความขัดแย้ง ทีมที่รวดเร็วใช้วิธี Consensus with Qualification คือพยายามหาฉันทามติ แต่ถ้าหาไม่ได้ ผู้นำจะตัดสินใจฟันธงโดยอาศัยข้อมูลจากทีม เพื่อไม่ให้เสียเวลารอคอยอย่างไร้จุดหมาย&lt;/li>
&lt;/ul>
&lt;h2 id="5-ปรบสมดลระหวางยทธวธ-tactical-และกลยทธ-strategic">5. ปรับสมดุลระหว่างยุทธวิธี (Tactical) และกลยุทธ์ (Strategic)
&lt;/h2>&lt;p>พัฒนาและและผู้นำทีมต้องรู้จักปรับเปลี่ยนกรอบความคิด (Mindset) ให้เหมาะสม&lt;/p>
&lt;ul>
&lt;li>ยุทธวิธี คือ การโฟกัสงานตรงหน้า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้งานสำเร็จ&lt;/li>
&lt;li>กลยุทธ์ คือ โฟกัสที่ภาพใหญ่ อนาคต และการป้องกันปัญหา&lt;/li>
&lt;/ul>
&lt;p>การทำงานแบบยุทธวิธีมากเกินไปจะนำไปสู่ “วงจรการจัดการวิกฤติ (Crisis management loop) และความเหนื่อยล้าในขณะที่ทำงานแบบใช้กลยุทธ์มากเกินไปอาจทำให้เกิด “อัมพาตจากการวิเคราะห์ (Analysis Paralysis) ซึ่งผู้นำที่ดีต้องรักษาสมดุลนี้ให้ได้ (The Strategic Vs. Tactical Mindset, DEV Community)&lt;/p>
&lt;p>จะเห็นว่าการพัฒนาทีมซอฟต์แวร์ในยุคดิจิทัลไม่ใช่การแข่งขันว่าใครจะเขียนโค้ดได้เร็วกว่ากัน แต่คือการแข่งขันว่าใครจะสามารถ​ &lt;strong>“เรียนรู้และปรับทิศทาง”&lt;/strong> ไปสู่สิ่งที่สร้างคุณค่าให้กับลูกค้าได้เร็วกว่า ความเร็ว (Speed) เป็นเพียงตัวเร่ง (Acceletor) แต่ทิศทาง (Direction/Velocity) คือสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่แท้จริง องค์กรที่ประสบความสำเร็จคือ องค์กรที่หยุดวิ่งตามกระแส แต่เลือกที่จะกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วไปวิ่งหาเป้าหมายนั้นด้วยความคล่องตัว&lt;/p></description></item><item><title>Fail Fast: เมื่อ 'ความล้มเหลว' คือต้นทุนที่ถูกที่สุดในการสร้าง Product ที่ดี</title><link>http://suriyasonphu.com/post/fail-fast-design-thinking/</link><pubDate>Fri, 05 Dec 2025 00:00:00 +0000</pubDate><guid>http://suriyasonphu.com/post/fail-fast-design-thinking/</guid><description>&lt;img src="http://suriyasonphu.com/post/fail-fast-design-thinking/cover.jpeg" alt="Featured image of post Fail Fast: เมื่อ 'ความล้มเหลว' คือต้นทุนที่ถูกที่สุดในการสร้าง Product ที่ดี" />&lt;p>ในโลกของการทำงาน โดยเฉพาะการสร้าง Product สักชิ้น เรามักถูกสอนให้กลัวความผิดพลาด เราถูกปลูกฝังว่าความสมบูรณ์แบบคือเส้นชัย และความล้มเหลวคือสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงให้ไกลที่สุด&lt;/p>
&lt;p>แต่ในความเป็นจริงของโลกยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างหมุนเร็ว&amp;hellip; &lt;em>&amp;ldquo;ความสมบูรณ์แบบที่มาช้าเกินไป อาจมีค่าเท่ากับศูนย์&amp;rdquo;&lt;/em>&lt;/p>
&lt;p>วันนี้ผมอยากชวนทุกคนมาปรับมุมมองใหม่กับคำว่า &lt;strong>Fail Fast&lt;/strong> หรือ &lt;strong>&amp;ldquo;ล้มให้เร็ว&amp;rdquo;&lt;/strong> ผ่านกระบวนการคิดที่เรียกว่า &lt;strong>Design Thinking&lt;/strong> เพื่อให้เห็นว่าทำไมการกล้าที่จะล้มเหลวตั้งแต่เนิ่นๆ ถึงเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุดในการทำธุรกิจ&lt;/p>
&lt;hr>
&lt;h2 id="ความหมายทแทจรงของ-fail-fast">ความหมายที่แท้จริงของ &amp;ldquo;Fail Fast&amp;rdquo;
&lt;/h2>&lt;p>หลายคนเข้าใจผิดว่า Fail Fast คือการทำงานแบบขอไปที หรือทำอะไรก็ได้ให้มันพังๆ ไปก่อน แต่ในความเป็นจริง Fail Fast คือปรัชญาของการ &lt;strong>&amp;ldquo;บริหารความเสี่ยง&amp;rdquo;&lt;/strong>&lt;/p>
&lt;p>มันคือการตั้งคำถามว่า:&lt;/p>
&lt;blockquote>
&lt;p>&amp;ldquo;เราจะเรียนรู้สิ่งที่สำคัญที่สุด โดยใช้ทรัพยากร (เงิน, เวลา, แรงงาน) ให้น้อยที่สุดได้อย่างไร?&amp;rdquo;&lt;/p>&lt;/blockquote>
&lt;p>เพราะการล้มเหลวในวันที่เรายังร่างแบบบนกระดาษ ย่อมเจ็บปวดน้อยกว่าการล้มเหลวในวันที่เราลงทุนสร้างโรงงานหรือเขียนโค้ดไปแล้วนับล้านบาทเสมอ&lt;/p>
&lt;hr>
&lt;h2 id="design-thinking-เครองมอทชวยใหเรา-ลม-อยางมคณคา">Design Thinking: เครื่องมือที่ช่วยให้เรา &amp;ldquo;ล้ม&amp;rdquo; อย่างมีคุณค่า
&lt;/h2>&lt;p>เมื่อเรานำ Fail Fast มาจับคู่กับ Design Thinking เราจะพบว่าทุกขั้นตอนออกแบบมาเพื่อให้เราได้ &amp;ldquo;ทดลองล้ม&amp;rdquo; ในพื้นที่ปลอดภัย เพื่อเก็บเกี่ยว &amp;ldquo;บทเรียน&amp;rdquo; ไปปรับปรุงงานให้ดียิ่งขึ้น&lt;/p>
&lt;h3 id="1-empathize--define-ลมเลกสมมตฐานผดๆ">1. Empathize &amp;amp; Define: ล้มเลิกสมมติฐานผิดๆ
&lt;/h3>&lt;p>จุดเริ่มต้นที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การทำ Product ไม่สวย แต่คือการทำ Product ที่ &lt;strong>&amp;ldquo;ไม่มีใครต้องการ&amp;rdquo;&lt;/strong> ขั้นตอนแรกของการ Fail Fast จึงเริ่มจากการเดินเข้าไปคุยกับผู้ใช้งานจริง&lt;/p>
&lt;ul>
&lt;li>&lt;strong>สิ่งที่เกิดขึ้น:&lt;/strong> เราอาจพบว่าปัญหาที่เราคิดว่าใหญ่ กลับเป็นเรื่องเล็กนิดเดียวสำหรับลูกค้า&lt;/li>
&lt;li>&lt;strong>บทเรียน:&lt;/strong> การยอมรับว่า &lt;em>&amp;ldquo;สิ่งที่เราคิดมาตลอดนั้นผิด&amp;rdquo;&lt;/em> คือความล้มเหลวแรกที่มีค่ามหาศาล เพราะมันช่วยหยุดเราจากการเดินผิดทางตั้งแต่ก้าวแรก&lt;/li>
&lt;/ul>
&lt;h3 id="2-ideate-พนทของการลองผดลองถก">2. Ideate: พื้นที่ของการลองผิดลองถูก
&lt;/h3>&lt;p>ในขั้นตอนระดมไอเดีย เรามักติดกับดัก &amp;ldquo;รักแรกพบ&amp;rdquo; กับไอเดียแรกที่คิดออก&lt;/p>
&lt;ul>
&lt;li>&lt;strong>แนวคิด:&lt;/strong> อนุญาตให้ทีมเสนอไอเดียที่ &amp;ldquo;บ้าบอ&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;เป็นไปไม่ได้&amp;rdquo; ออกมาให้มากที่สุด&lt;/li>
&lt;li>&lt;strong>การคัดกรอง:&lt;/strong> การทิ้ง 99 ไอเดียเพื่อเหลือ 1 ไอเดียที่ใช่ ไม่ใช่ความสูญเปล่า แต่คือกระบวนการคัดกรองที่จำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าเรากำลังเดิมพันกับสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด&lt;/li>
&lt;/ul>
&lt;h3 id="3-prototype-สรางเพอเรยนร-ไมใชสรางเพอขาย">3. Prototype: สร้างเพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่สร้างเพื่อขาย
&lt;/h3>&lt;p>นี่คือหัวใจสำคัญของการ Fail Fast แทนที่จะซุ่มทำ Product ให้เสร็จสมบูรณ์ 100% เราควรสร้างสิ่งที่เรียกว่า &lt;strong>MVP (Minimum Viable Product)&lt;/strong> หรือแค่แบบจำลองง่ายๆ&lt;/p>
&lt;ul>
&lt;li>มันอาจจะเป็นแค่ภาพวาดบนกระดาษ (Sketch)&lt;/li>
&lt;li>หรือโมเดลกระดาษลังที่พอจับต้องได้&lt;/li>
&lt;li>&lt;strong>เป้าหมาย:&lt;/strong> ทำมันขึ้นมาให้เร็วที่สุด เพื่อให้เกิดการตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์&lt;/li>
&lt;/ul>
&lt;h3 id="4-test-ชวงเวลาแหงความจรง">4. Test: ช่วงเวลาแห่งความจริง
&lt;/h3>&lt;p>การนำ Prototype ไปทดสอบ ไม่ใช่เพื่อได้รับคำชมว่า &amp;ldquo;สวยจัง&amp;rdquo; แต่เพื่อสังเกตพฤติกรรมจริง&lt;/p>
&lt;ul>
&lt;li>ถ้าผู้ใช้งานงุนงง ใช้งานไม่ถูก หรือเมินเฉยต่อฟีเจอร์ที่เราภูมิใจ&amp;hellip; &lt;strong>นั่นคือข่าวดี&lt;/strong>&lt;/li>
&lt;li>ข่าวดีที่ว่า เราได้ &amp;ldquo;ล้ม&amp;rdquo; แล้วในต้นทุนที่ต่ำที่สุด และข้อมูล (Data) จากความล้มเหลวนั้น คือเข็มทิศที่จะบอกเราว่าต้องปรับแก้ตรงไหนเพื่อให้ Product ฉบับจริงสมบูรณ์ที่สุด&lt;/li>
&lt;/ul>
&lt;hr>
&lt;blockquote>
&lt;h2 id="เปลยน-ความกลว-เปน-การเรยนร">เปลี่ยน &amp;ldquo;ความกลัว&amp;rdquo; เป็น &amp;ldquo;การเรียนรู้&amp;rdquo;
&lt;/h2>&lt;/blockquote>
&lt;p>สุดท้ายแล้ว การทำ Product ด้วยแนวคิด Fail Fast และ Design Thinking ไม่ได้สอนให้เราเป็นคนขี้แพ้ แต่สอนให้เราเป็น &lt;strong>&amp;ldquo;นักเรียนรู้&amp;rdquo; (Learner)&lt;/strong>&lt;/p>
&lt;p>ในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่ &amp;ldquo;ไม่เคยล้ม&amp;rdquo; แต่เป็นคนที่ &lt;strong>&amp;ldquo;ลุกได้เร็วที่สุด&amp;rdquo;&lt;/strong> และนำบทเรียนจากแผลถลอกนั้น มาสร้างสรรค์สิ่งที่ตอบโจทย์ผู้คนได้อย่างแท้จริง&lt;/p>
&lt;p>หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้คุณได้กล้าที่จะลองผิดลองถูกอย่างมีระบบให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าออกมา ลองถามตัวเองดูครับว่า&amp;hellip;&lt;/p>
&lt;blockquote>
&lt;p>&lt;em>วันนี้คุณได้ลอง &amp;ldquo;ล้ม&amp;rdquo; เพื่อเรียนรู้อะไรใหม่ๆ หรือยัง?&lt;/em>&lt;/p>&lt;/blockquote></description></item></channel></rss>